ยอดคุณหมอ จริงๆ


 

Susrata

Susrata

ชีวกโกมารภัจจ์…บรมครูแห่งการแพทย์  

พระคาถา อัญเชิญ ดวงจิต วิญญาณ

ปรมาจารย์ทางการแพทย์ ” ชีวกโกมารภัจจ์”

โอม นะโม ชีวะโก สิระสา อะหัง กรุณิโก สัพพะสัทธานัง

โอสะถะ ทิพพะมันตัง ประภาโส สุริยาจันทัง โกมารภัจจ์โต 

ประภาเสสิ วันทามิ ปัณฑิโต สุเมทะโส อะโรคา สุมนาโหมิ 

( ว่า ๓ ครั้ง )

นะอะ นะวะ โรคา พยาธิ วินาสสันติ

( ว่า ๓ ครั้ง )

คำไหว้ครูว่านยา : ชีวกโกมารภัจจ์

ข้าขอประนมหัตถ์ พระไตรรัตน์นาถา

ตรีโลกอมรา อภิวาทนากร

หนึ่งข้าอัญชลี พระฤษีผู้ทรงญาณ

แปดองค์เธอมีญาณโดยรอบรู้ในโรคา

ไหว้คุณอิศวเรศ ทั้งพรหมเมศทั่วชั้นฟ้า

สาบสรรซึ่งว่านยา ประทานทั่วโลกธาตรี

ไหว้คุณกุมารภัจจ์ ผู้เจนจัดในคัมภีร์

เวชศาสตร์บรรดามี ให้ทานทั่วแก่นรชน

ไหว้ครูผู้สั่งสอน แต่ปางก่อนเจริญผล

ล่วงลุนิพานดล สำเร็จกิจประสิทธิพรฯ

  1. ความหมายของคำว่า ชีวก 
  2.           ชีวก ชื่อหมอใหญ่ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาและมีชื่อเสียงมากในครั้งพุทธกาลเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าด้วยเรียกชื่อเต็มว่า ชีวกโกมารภัจจ์ หมอชีวกเกิดที่เมืองราชคฤห์แคว้นมคธ เป็นบุตรของนางคณิกา (หญิง งามเมือง) ชื่อว่าสาลวดี แต่ไม่รู้จัก มารดาบิดาของตนเพราะเมื่อนางสาลวดีมีครรภ์ เกรงค่าตัวจะตกจึงเก็บตัวอยู่ ครั้นคลอดแล้วก็ให้คนรับใช้เอาทารก ไปทิ้งที่กองขยะ แต่พอดีเมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ เจ้าชายอภัย โอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าพิมพิสาร จะไปเข้าเฝ้า เสด็จผ่านไป เห็นการุมล้อมทารกอยู่ เมื่อทรงทราบว่าเป็นทารกและยังมีชีวิต อยู่ จึงได้โปรดให้นำไปให้นางนมเลี้ยงไว้ในวัง ใน ขณะที่ทรงทราบว่าเป็นทารกเจ้าชายอภัยได้ตรัสถามว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่ (หรือยังเป็นอยู่) หรือไม่ และทรงได้รับคำตอบ ว่ายังมีชีวิตอยู่ (ชีวติ = ยังเป็นอยู่ หรือยังมีชีวิตอยู่) ทารกนั้นจึงได้ชื่อว่า ชีวก (ผู้ยังเป็น) และเพราะเหตุที่เป็นผู้อันเจ้าชายเลี้ยงจึงได้มีสร้อยนามว่า โกมารภัจจ์ (ผู้อันพระราชกุมารเลี้ยง) ครั้นชีวกเจริญวัยขึ้น พอจะทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า ก็คิดแสวงหาศิลปวิทยาไว้เลี้ยงตัว จึงได้เดินทางไป ศึกษาวิชาแพทย์กับอาจารย์แพทย์ทิศาปาโมกข์ ที่เมืองตักสิลา ศึกษาอยู่ ๗ ปี อยากทราบว่าเมื่อใดจะเรียนจบ อาจารย์ให้ ถือเสียมไปตรวจดูทั่วบริเวณ ๑ โยชน์รอบเมืองตักสิลา เพื่อหาสิ่งที่ไม่ใช่ตัวยา ชีวกหาไม่พบ กลับมาบอกอาจารย์ ๆ ว่า สำเร็จการศึกษามีวิชาพอเลี้ยงชีพแล้ว และมอบเสบียงเดินทางให้เล็กน้อย ชีวกเดินทางกลับยังพระนครราชคฤห์เมื่อ เสบียงหมดในระหว่างทาง ได้แวะหาเสบียงที่เมือง สาเกต โดยไปอาสารักษาภรรยาเศรษฐีเมืองนั้นซึ่งเป็นโรคปวด ศีรษะมา ๗ ปี ไม่มีใครรักษาหาย ภรรยาเศรษฐีหายโรคแล้ว ให้รางวัลมากมาย หมอชีวกได้เงินมา ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ พร้อมด้วยทาสทาสีและรถม้าเดินทางกลับถึงพระนครราชคฤห์ นำเงินและของรางวัลทั้งหมดไปถวายเจ้าชายอภัยเป็น ค่าปฏิการะคุณที่ได้ทรงเลี้ยงตนมา เจ้าชายอภัยโปรดให้หมอชีวกเก็บรางวัลนั้นไว้เป็นของตนเอง ไม่ทรงรับเอา และ โปรดให้หมอชีวกสร้างบ้านอยู่ในวังของพระองค์ ต่อมาไม่นานเจ้าชายอภัยนำหมอชีวกไปรักษาโรคริดสีดวงงอกแด่ พระเจ้าพิมพิสาร จอมชนแห่งมคธทรงหายประชวรแล้ว จะพระราชทานเครื่องประดับของสตรีชาววัง ๕๐๐ นางให้ เป็นรางวัล หมอชีวกไม่รับ ขอให้ทรงถือว่าเป็นหน้าที่ของตนเท่านั้น พระเจ้าพิมพิสารจึงโปรดให้หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำพระองค์ ประจำฝ่ายในทั้งหมด และประจำพระภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข หมอชีวกได้รักษาโรค ร้ายสำคัญหลายครั้ง เช่น ผ่าตัดรักษาโรคในสมองของเศรษฐีเมืองราชคฤห์ ผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ของบุตรเศรษฐี เมืองพาราณสี รักษาโรคผอมเหลืองแด่พระเจ้าจัณฑปัชโชตแห่งกรุงอุชเชนี และถวายการรักษาแด่พระพุทธเจ้าใน คราวที่พระบาทห้อพระโลหิต เนื่องจากเศษหินจากก้อนศิลาที่พระเทวทัตกลิ้งลงมาจากภูเขาเพื่อหมายปลงพระชนม์ชีพ หมอชีวกได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้า ปรารถนาจะไปเฝ้าวันละ ๒-๓ ครั้ง เห็นว่าพระเวฬุวันไกลเกินไปจึงสร้าง วัดถวายในอัมพวันคือสวนมะม่วงของตนเรียกกันว่า ชีวกัมพวัน (อัมพวัน ของหมอชีวก) เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเริ่มน้อมพระทัยมาทางศาสนา หมอชีวกก็เป็นผู้แนะนำให้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
  3.           ด้วยเหตุที่หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์และเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่เกื้อกูลพระสงฆ์มาก จึงเป็นเหตุให้ มีคนมาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่รักษา ตัวจำนวนมาก จนหมอชีวกต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้าให้ทรงบัญญัติข้อ ห้ามมิ ให้รับบวชคนเจ็บป่วย ด้วยโรคบางชนิด นอกจากนั้นหมอชีวกได้กราบทูลเสนอให้ทรงอนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟ เพื่อเป็นที่บริหารกายช่วยรักษาสุขภาพของภิกษุทั้งหลาย หมอ ชีวกได้รับพระดำรัสยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดา อุบาสกผู้เลื่อมใสในบุคคล
  4. เพิ่มเติม
  5. ประัวัติท่าน หมอชีวก โกมารภัจจ์
  6.           เื่มื่อยังเด็ก อยู่ใีความอุปการะ เลี้ยงดูของ เจ้าอภัย ราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ เมื่อโตขึ้นสมควร จะศึกษาวิชาความรู้ ในชั้นสูงต่อไป เจ้าอภัย จึงให้ไปเรียนวิชาที่ ตักษิลา ท่านชีวก เลือกเรียนวิชาแพทย์ อยู่กับอาจารย์ ท่่าน หนึ่ง เรียนอยู่ 7 ปี จึงสำเร็จ วิธีที่อาจารย์ จะสอบความรู้ว่า ศิษย์ คนใด จะออกเป็นหมอ ได้หรือยัง มีกลวิธีการสอบหลายอย่าง แล้วแต่อาจารย์ จะ เห็นควรสอบอย่างไร แก่ศิษย์คนใด เฉพาะ ท่านชีวก อาจารย์ สอบโดยสั่งว่า ” ชีวก เธอจงเอาเสียมเล่มนี้ ออกไปตรวจดูบรรดา สมุนไพร รอบกุฎี นี้ โดยรัศมี 1 โยชน์ ให้ตลอด ถ้าพบต้นไม้อะไรที่ไม่เป็นยา จงเอามาให้ดู ” ท่านชีวกถือเสียมเข้าป่า ตรวจ ดูบรรดากลิลไม้ ตลอดหมด ในรัศมี 1 โยชนื รอบกุฎีี ไม่พบต้นไม้อะไร สักอย่าง ที่ไม่เป็นยา พยายามแล้ว พยายามแล้ว พยา ยามอีก ที่จะให้ใด้ต้นไม้อะไรสักอย่าง เพื่อจะได้เอามาบอกอาจารย์ ว่า ไม่ใช่ยา แต่ก็หาไม่ได้ ในที่สุด ต้องมือเปล่ากับมา บอกอาจารย์ ว่า ” ได้ตรวจดูกบิลไม้ หมดทุกอย่าง ในป่า เห็นเป็นยาทั้งนั้น อ้ายที่ไม่เป็นยา หาไม่ได้เลย ” อาจารย์ได้ทราบดังนั้น ก็พอใจ เป็นที่ประจักษ์ว่า ท่านชีวก สำเร็จวิชาแพทย์ รู้กบิลไม้ในป่า อย่างเจนจบ ว่าเป็นยา ทุกอย่าง จึงประสิทธิประสาท ให้เป็นผู้สำเร็จในวิชา และเป็นหมอได้ อาจารย์ให้เงินเป็นค่าเดินทางเข้าเมือง และแนะให้ หมอชีวกไปหากินที่เมือง สาเกต นครหลวง แห่ง แคว้น อโยธยา ที่อาจารย์ แนะให้ไปเมือง สาเกต ก็เพราะว่า ที่ เมืองนั้น มี หมอมีชื่อเสียงมาก อาจารย์รู้ภูมิของหมอชีวก ตลอดเวลาที่ให้การศึกษา ว่าหมอชีวก เป็นคนฉลาดมาก ภูมิความรู้ดี ความ จำดี ทั้งบุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอก็ดี ถ้าให้ไปเมืองสาเกต อย่างไรเสีย หมอชีวกต้องเด่นแน่ๆ และเป็นความประสงค์ ของ อาจารย์ ที่จะ ให้หมอชีวก ไปแสดงฝีไม้ลายมือ อวดบรรดาคณาจารย์ และคนทั้งหลาย ให้เห็นภูมิควารู้ ความสามารถ ของ อาจารย์ผู้ให้การอบรมศึกษา ด้วย เพราะศิษย์ ดี ย่อมเป็นศรีแก่ครู หมอชีวก รับพร และลาอาจารย์ แล้วก็ไปเมือง สาเกต
  7.           ธรรมดา คนที่เป็นหมอ เมื่อทำการรักษาพยาบาล คนเจ็บไข้ ก็ย่อมจะรักษาคนไข้หาย ไม่มาก ก็น้อยด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งเป็นการปกติ ไม่ค่อยมีใคร เล่าลือ อื้อฉาวประการใด แต่หมอชีวก เมื่อไปเป็นหมอ ที่เมืองสาเกต ได้ทำความชื่นชม ยินดี และเป็นทีพึ่ง ของราษฎรเป็นอันมาก ผิดกับหมออื่นที่เคยมี คือได้ ช่วยชีวิตของหญิงคลอดลูก และเด็กๆ ให้รอดพ้นจากความ ตายได้มาก เพราะแต่ก่อน ไม่เคยมีหมอเก่ง เช่นนี้ จนชาวบ้าน ชาวเมือง ให้ฉายา หรือ อภิไธย ว่า ” โกมารภัจจ์ ” แปลว่า ” หมอผู้ชำนาญโรคเด็ก ” และเรียกกันว่า หมอชีวก โกมารภัจจ์ แต่นั้นมา หมอชีวก มีความรู้ ความสามารถ ไม่เฉพาะ แต่เรื่องโรคเด็ก และการเอาลูกออก หรือ กุมารผลิต เท่านั้น แต่มีความรู้ ความสามารถ ในโรคทางยา และทางผ่าตัด ทั่วไป ด้วย รักษาคนไข้ รายสำคัญ ๆ เป็นที่เล่าลือมาก ดังเรื่้องต่อไปนี้
  8.           เมียเศรษฐีคนหนึ่ง ที่เมืองสาเกต เป็นโรคมีอาการปวดหัวมานาน ตั้ง 7 ปี เคยให้หมอมีชื่อเสียงรักษา เสียเงินเสียทอง ไปมาก ไม่มีใครรักษาหาย และจนไม่มีใครรับ รักษา หมอชีวกรับรักษา แต่โดยที่หมอ ชีวก ยังเป็นหมอหนุ่ม และเป็นหมอ มือใหม่ คนไข้เอาสัญญาว่า ุถ้ารักษาไม่หาย จะไม่สมนาคุณ เพราะเข็ด เสียเงินทองไปมาก ก็รักษาไม่หาย หมอชีวกตกลง ในการรักษา หมอชีวก เอาเนยเหลว 1 ประสาร ( 1 ฟายมือ ) ต้มเข้ากับยาต่างๆ เสร็จแล้ว เอายากรอกเข้าทางจมูกคนไข้ ปรากฎว่า กรอกครั้งเดียวเท่านั้น เมียเศรษฐีหายโรคปวดหัว เศรษฐีให้รางวัล หมอชีวก เป็นเงิน 16,000 กหาปณะ ( เหรียญ เงินโบราณอินเดีย ) และแถมให้รถม้าคันหนึ่ง พร้อมด้วยม้าเทียม และคนรับไช้ เสร็จด้วย เงินจำนวนนี้ หมอชีวก จึงใช้เป็น ค่าเดินทาง ไปเมืองราช คฤห์ อันเป็นเมืองหลวง ของแคว้นมคธ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารเป็นกษัตริย์ ปกครองอยู่ และเป็นบ้าน เดิมของหมอชีวก และด้วยเงินจำนวนนี้ หมอชีวก เอาไปใช้หนี้ ให้แก่เจ้าอภัย ซึ่งเีคยมีอุปการะคุณ ให้ทุนไปเ่ล่าเรียน วิชา แพทย์ ที่ตักษิลา อีกด้วย จำนวนเงินที่เศรษฐีให้เป็นรางวัล แก่หมอชีวกนั้น เป็นพยานอันแสดงอย่างหนึ่่งว่า เศรษฐีโบราณ เขา สมนาคุณหมอ โดยหมอมิได้เรียกร้องเลย เป็นมูลค่าสูงมาก
  9.           คนไข้รายสำคัญ ต่อมา คือ พระเจ้าพิมพิสารเอง พระองค์ประชวร  เป็นฝีคัณฑสูตร์ ( คือฝีใดๆ ที่เกิดตามริมของทวาร หนัก ) ฝีแตก แล้วกลายเป็นแผลลำราง เป็นเรื้อรังมานาน หมกชีวก รับรักษา หมอใช้น้ำมันชนิดหนึ่งใส่ ในไม่ช้าแผลรำราง ก็หายเป็นปกติ พระเจ้าพิมพิสาร โปรดแต่งตั้ง ให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ และนำตัว เข้าเฝ้า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า หมอชีวกได้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ พระบรมศาสดา และคณะสงฆ์ แต่นั้นมา ตามพุูทธประวัติ แสดงหลายตอนว่า พระพุทธเจ้า กับหมอชีวก โกมารภัจจ์ ใก้ล้ชิดสนิทกันมาก การที่พระบรมศาสดา ทรงยกย่อง รับเอาหมอ ชีวก เป็นแพทย์ประจำพุทธองค์ นั้น แสดงว่า หมอชีวก เป็นแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ มากทีเดียว
  10.           คนไข้รายต่อมา เป็นพ่อค้า ที่เมือง ราชคฤห์ ป่วยเป็นโรคปวดหัว มานานหลายปี หมอชีวก รักษาด้วยวิธีผ่าตัด คือ มัดตัวพ่อค้าเข้ากับที่นอน แล้วผ่าหนังศีรษะ แหวกออก ดึงหนอนออกมาได้ 2 ตัว แล้วเย็บแผล ใส่น้ำมัน หายเป็นปกติ หนอน ที่หมอชีวก เอาออกได้นั้น ไม่ทราบว่าเป็นหนอนอะไร อาจเป็นเจ้าตัวจิ๊ด ที่เรารู้กันเดี๋ยวนี้กระมัง
  11.           รายต่อมาเป็นลูกเศรษฐี ในกรุงพาราณสี เป็นเด็ก ชองเล่นหกคะเมน ตีลังกา ควงตัดลำไส้เกิดบิดกันขึ้น กินอาหารไม่ ย่อย ปวดท้อง จนหน้าท้องเขียว ต้องขอร้องให้หมอ ชีวก ไปรักษา หมอไปทำการผ่าตัด ควักไส้ที่บิดกันนั้น แสดงให้เมีย เศรษฐี ดู แล้ว จัดลำไส้เข้าที่เดิม เย็บแผล แล้วใส่น้ำมันหาย หมดชีวก ได้รับรางวัล ตามแบบที่เคยได้จาก เศรษฐีอีก 16,000 กหาปณะ
  12.           คนไข้ที่หมอชีวก รักษาลำบากมาก คือ พระเจ้าปโชติแห่งกรุงอุชญาณี ประชวรเป็น กาฬสิงคลี หรือดีซ่าน ได้ทรงขอร้อง ไปยังพระเจ้าพิมพิสาร ขอหมอชีวก ไปรักษา หมอชีวก ออกจากกรุงราชคฤห์ ไปยังกรุง อุชญาณ๊ เมื่อหมอตรวจดูอาการ พระเจ้า ปโชติ แล้ว ก็รู้สึก ว่า พระเจ้า ปโชติ เป็นผู้ยากแก่การรักษามาก ยากยิ่งกว่ารักษาโรค เพราะพระเจ้า ปโชติ รับสั่งว่า จะใช้ยาอะไรรักษา ก็ได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียว อย่าใช้ ยาที่เข้าเนยเหลว เท่านั้น ถ้าขืนให้กิน เนยเหลว เป็นเล่นงานกัน เผอิญยา ที่หมอ ชีวก จะใช้รักษาโรคชนิดนั้น ก็เป็นยา ต้องเข้าเนยเหลว ครั้นจะไม่รับรักษา ก็จะกลายเป็นหมอใจน้อย ไม่มีปัญญา ชาว เมือง ก็จะดูุถูกว่า หมดภูมิ ครั้นจะรับรักษา ถ้าพระเจ้า ปโชติ เรอ หรือ อ้วก ออกมา ได้กลิ่นเนยเข้า ตนก็จะได้รรับโทษ ถ้าจะ ไม่ใส่เนยเหลว ก็ผิดหลักวิชา และจะไม่ได้ผลดี ลังเลใจอยู่ แต่หมอชีวก เป็นคนไม่สิ้นแต้ม ในที่สุดรับรักษา และตกลงใน ต้องให้พระเจ้าปโชติ กินเนยเหลว ให้ได้ เป็นไรเป็นกัน จึงจัดแจงผสมยา เ้ข้าด้วยเนยเหลว แต่ใช้ยาอื่นๆ ผสมดับกลิ่น ดับรส และสีของเนย ให้กินไม่รู้สึก เมื่อให้ พระเจ้าปโชติ เสวยยา แล้ว หมอ ชีวก ก็ออกอุบาย รีบทูลขอช้างเร็ว 1 เชือก เพื่อไปเก็บยา ในป่าอีก เมื่อพระเจ้าปโชติ สั่งให้แล้ว หมอชีวก ก็ขึ้นช้าง หนีกลับกรุงราชคฤห์ ไม่รอให้พระเจ้าปโชติ เรอ หรืออ้วก ได้กลิ่นเนย ต่อมาไม่ช้า พระเจ้าปโชติอ้วก ได้กลิ่น และรส เนย ก็ทรงพิโรธ หาว่า หมอ ชีวก หลอกให้กินเนยเหลว ขัดพระโองการ จึงสั่ง ให้ทหารเร็ว ออกตามจับ ตัวหมอชีวกให้ได้ ทหารเร็วไปพบ หมอชีวก กำลังพักผ่อนกินอาหารอยุ่ในป่า จึงตรงเข้าไปจะจับตัว หมอจึงพูดว่า ” ท่านมาจับตัวเราหรือ ได้สิ ไม่เป็นไร รอให้เรากินอาหารเสียก่อน แล้วเราจะให้ท่านจับตัวไป แต่ แนะ ท่านมา กำลังเหนื่อย จงนั่งพักผ่อนและดื่มน้ำ ให้เป็นที่สบายก่อน ” ว่าพลางหมอก็ยื่นขันน้ำ ซึ่งหมอเอายาถ่ายอย่างแรง ลอบเจือลง ในขณะนั้น ส่งให้ ทหารรับขันน้ำไปดื่มด้วย ความกระหาย ในไม่ช้า หมอชีวก ก็เสร็จจากการกินอาหาร และทันใดนั้น ทหาร เร็ว ก็มีอาการอุจจาระร่วง อย่างแรง ไม่มีกำลังพอ ที่จะจับตัว หมอได้ หมอชีวกก็ รีบขึ้นช้าง บ่ายหน้าไปกรุงราชคฤห์ ฝ่ายพระเจ้า ปโชิต ปรากฎว่า หายจาก โรคดีซ่๋านอย่างเด็ดขาด รู้สึกบุญคุณของหมอ จึงให้จัดผ้า สีเวยก ส่งไปประทานแ่ก่หมอ ชีวกสำรับ หนึ่ง ผ้้่าสีเวยก นั้น พระพุทธโฆษาจารย์ ( อินเดีย) สันนิษฐานว่า อาจเป็นผ้าที่ชาว อุตตรกุรุ ใช้ห่อศพไปป่าช้า หรือเป็นผ้าไหม ที่สตรี ชาว สิวิ ทอด้วยฝีมืออย่างดี
  13.           โดยปกติหมอชีวก โกมารภัจจ์ คอยดูแลเอาใจใส่ ถวายพระอภิบาล แต่องค์สมเด็จ พระบรมศาสดา และภิกษุสงฆ์ ทั้งหลายอยู่เป็นนิตย์ มีเรื่องว่า คราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงรู้สึก ไม่ค่อยสบาย หมอชีวกผสมน้ำมันถวาย ให้พระอานนท์ ทาถู นวดพระพุทธองค์ อยู่ หลายเพลา ไม่หาย หมอชีวกเห็นว่า จำเป็นต้อง ถวายพระโอสถถ่าย การใช้ยาถ่าย หรือยาอะไรๆ แก่ คนไข้นั้น หมอทั่วๆไป ก็โดยมาก คงให้ยา อย่างที่ให้คนทั่วๆ ไป แต่หมอชีวก มีความรอบรู้เท่า ถึงการในสภาพ ของบุคคล แต่ละคนที่จะรักษา กับรอบรู้ ในเรื่องยา อย่างพิสดาร การให้ยาถ่าย แก่พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นพระสุขุมาลชาติ ต้องระมัดระวัง และต้องเป็นยา อย่างเบาที่สุด หมอชีวกจึงเอาดอกบัว มาขยี้ ประมาณ 3 กำมือ ผสมเข้ากับยาต่างๆ ถวายให้พระพุทธเจ้า ทรงดม ครั้งละ 1 กำมือ พระพุทธองค์ ทรงดม 1 ครั้ง ก็ไปพระบังคมหนักอย่างสบาย 10 ครั้ง โดยไม่รู้สึกเสียพระกำลังเลย แม่แต่น้อย เมื่อทรงถ่ายแล้ว หมอชีวก ก็สรง พระพุทธองค์ ด้วยน้ำอุ่น และงดถวายจังหันชั่วคราว ไม่ช้า พระบรมศาสดา ก็ทรง พระสำราญ เป็นปกติ การให้ยาถ่าย แบบที่หมอชีวก ถวายพระพุทธเจ้านั้น ถ้าเราไม่คิดให้ลึกซึ้ง อาจเห็นไปว่า หมอชีวกทำ แผลงอวดดี หรืออวดวิเศษ กะสมบัติยาถ่าย ให้ยาถ่ายอะไรๆ ก็ได้ ถ้าคิดอย่างนั้น ก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะคนเรา มีธาตุ ไม่เหมือนกัน บางคนธาตุเบา บางคนธาตุหนัก ยาถ่ายที่พระพุทธองค์ทรงดมนั้น ถ้าให้คนอย่างเราๆ ดม คิดว่าดมจนตายก็คง ไม่ไป นอกจากจะไปเอง คนธาตุหนักหรือพวก สกุลชาติ กินดีเกลือหนัก 1 บาท บางคนไม่สะเทือนท้อง คนธาตุเบา เพียงแค่ น้ำลูกสมอต้ม ก็เดินปราด การวางยา แ้ม้ยาถ่าย แก่ผู้บริสุทธิ์ยิ่ง จึงเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับความรอบรู้สูงมาก และหมอ ชีวก คน เดียวที่รู้ถึง เพราะเป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์ ภิกษุสงฆ์ เจ็บไข้ มักเกี่ยวกับท้องเสีย เพราะอาหารที่ชาวบ้าน พากันถวาย ไม่ค่อยระมัดระวัง ให้สะอาด และไม่พิจา รณา ว่าอะไรควร ไม่ควร เหมือนดั่งครั้งหนึ่ง พวกสุภาพสตรี ชาวเมืองเวสาลี หรือไพสาลี พากันนิยมถวายของหวานแก่ พระภิกษุ จนเอือม ทำเอาพระ เจ็บป่วย กันมาก แต่เคราะห์ดี หมอชีวก ตามไปแก้ไขทันท่วงที
  14.           หมอโบราณที่มีชื่อเสียงหลายคน แต่หมอชีวกโกมารภัจจ์ พวกหมอโบราณนับถือ มาก และในกระบวนความรู้เรื่องยา ไม่มีตัวจับ หมอชีวกคนนี้ เขาเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ” เภสัชราชา ” คือ พระยายา หรือราชาแห่งยา ขึ้นชื่อว่า กบิลไม้แล้ว ที่ หมอชีวก จะไม่รู้จัก ใช้เป็นยาไม่มี หมอชีวก เป็นหมอเก่งทั้งทางยา และทางผ่าตัด มีชื่อเสียง ไม่เฉพาะในแว่นแคว้น มหาภารตะ และบูรพทิศ ยังมีชื่อเสียง ไป เหยียบถึงประเทศอิยิปต์ คืือ ในครั้งนั้น พระเจ้าปโตเลมี กษัตริย์ แห่งประเทศ อิยิปต์ ทรงประชวร ต้องขอหมอ ชีวก จากพระเจ้าพิมพิสาร ไปรักษา จึงหาย ฮิปปอคราติส หมอฝรั่งโบราณชาติกรีก ซึ่งฝรั้งเดี๋ยวนี้ ยก ย่องหนักหนา ว่าเป็น บิดาแห่งการแพทย์ของเขา ก็เป็นรุ่นราว คราวเดียว และในสมัยเดียวกันกับ หมอชีวก ฮิปปอคราติส จะ กล่าวอะไรไว้ในวิชาแพทย์ หมอฝรั่งมักพูดถึงบ่อยๆ อย่างไม่เบื่อ แต่ถ้าจะเอาคุณวุฒิ ความรู้ ปรีชาสามารถ ตลอดจนฝีไม้ ลายมือกันแล้ว ฮิปปอคราติส ก็ดี หมอฝรั่งคนอื่นในสมัยนั้น ก็ดี และแถมให้อีก 1,000 ปี ต่อมา มือก็ไม่ถึงข้างซ้ายของหมอ ชีวก โกมารภัจจ์ หมอชีวก ได้พูดอะไรไว้บ้าง ในวิชาแพทย์ เรามีความเสียใจ ที่ไม่มีหลักฐาน บริบูรณ์ เพราะประเทศอินเดีย ภายหลัง ที่พระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดับขันธ์ เข้าปรินิพพาน แล้ว พระพุทธศาสนา ยุกาล ล่วง มาแล้วถึง พ.ศ. 1743 พวก มหมัด ( อิสลาม หรือมุสลิม ) เข้าบุกรุก และยึดครองประเทศอินเดีย ประเทศอินเดีย ก่อนที่มหมัด บุกเข้าไปนั้น เป็นที่รู้กันว่า มีความเจริญมาก ในศิลปวิทยา และวิชาการแพทย์ วิชาเหล่านี้ เจริญอยู่ในมหาวิทยาลัย และในโรงพยาบาลอัน เป็นส่วนเกี่ยวข้อง อยู่กับ โบสถ์ วิหาร ของพระุพุทธศาสนา ที่เมือง ปาตลิบุตร ตักษิลา สารนาธ นาลันทะ วิกรมศิลา และ อุทนตปุระ เมื่อพวกมหมัด เข้าตีประเทศอินเดีย นั้น เมือง อุทนตปุระ และวิกรมศิลา ก็แตก ถึงซึ่งความพินาศ พวกมหมัด ฆ่าภิษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา เสียมาก ที่หนีได้ ก็ไปเมืองกบิลพัสดุ หนีลงทางอินเดียตอนใต้บ้าง หนีเข้าประเทศพม่าบ้าง สถานที่ โบสถ์วิหาร ทรัพย์สมบัติ ตำรับตำรา ถูกเผาทำลายมาก ถูกเก็บเอาไปบ้าง นับแต่นั้นมา ศิลปวิทยา และการแพทย์ ของอินเดีย ก็เสื่อมโทรมเป็นลำดับ และต่อมา อีกไม่กี่สัตวรรษ อินเดียก็เสีย แก่อังกฤษอีก อังกฤษ ขนเอาทรัพย์สมบัติ ของ อินเดียา ไปเสียอีกมาก ที่เมือง อุทนตปุระ และ วิกรมศิลา เสียแ่ก่มหมัดนั้น ก็แบบเดียวกับ ที่กรุงศรีอยุธยาของไทยเสียแก่ พม่า ทรัพย์สมบัติ ที่ถูกเผาผลาญ เสียหายไป รวมทั้งตำรับตำรา ต่างๆ เป็นอันมาก เป็นอันไม่มีวันได้กลับคืน
  15.           วิชาแพทย์ แผนโบราณ ในระบบอายุรเวท ของขาวอาเซียนี้ มุสลิม ได้เอาไป ประเทศอารเบีย ก่อนนานแล้ว และพระ เจ้ากาหลิบ รับสั่ง ให้แปล ออกเป็นภาษาอาหรับ เมื่อ พ.ศ. 1243 ประมาณ 1252 ปีมาแล้ว และที่แปลออกนั้น ก็ได้เป็น ต้นเค้า วิชาแพทย์ของฝรั่งในยุโรปด้วย วิชาแพทย์ของอาเซีย ในระบบอายุรเวท ยังไม่ถึงประเทศจีน อิหร่าน และกรุงโรม และใน ครั้งนั้น ทางประเทศ กัมพูชา ( เขมร ) ก็ได้วิชาแพทย์นี้ไป ปรากฎว่าได้จัดตั้ง อโรคยาศาลา ( สุขศาลา หรือโรงพยาบาล ) ขึ้นถึง 102 แห่ง ดวงอาทิตย์ ขึ้นทางตะวันออก ก่อนฉันใด ศาสดาและ บรรดาวิชาความรู้ ทั้งหลาย ก็เกิดขึ้นทาง ตะวันออก ก่อนฉันนั้น แต่เวลานี้ความเจริญ กำลังรุ่งเรือง อยู่ทางตะวันตก ดูคล้ายกับ ความเจริญ คล้อยตามไปกับดวงตะวันกระนั้นความรู้ ความสามารถ ของหมอชีวก ที่กล่าวมาแล้ว แสดงว่า วิชาตรวจโรคของหมอโบราณ มีความแม่นยำมาก ถ้า ไม่แม่นจริง จะผ่าหัว ผ่าท้องคนโบราณไม่ได้ ทั้งแสดงความรู้ ความสามารถ ในการผ่าตัด ยาที่หมอชีวก ใช้ใส่แผล ต้อง เป็นยา อันตุภูตะ หรือภูตหาร( Antiseptic ) และเป็นยาอันวิษมะ หรือ วิษมหาร ( Antitoxic ) มิฉนั้นจะรักษาแผลให้หายไม่ได้ ดีเช่นนั้น เครื่องมือผ่าตัด ของหมอโบราณชาวเอเซีย ในเอนไซโคลปีเดีย บริเตนนิกา ( Encycloedia Brittainica ) ฉะบับพิมพ์ครั้ง ที่ 9 ของ อังกฤษ กล่าวไว้ดังนี้
  16. SURGICAL INSTRUMENT
  17.           Susrata describes more than one hundred surgical instruments, made of steel. They should have good handles and firm joints be well polished., and sharp enought to divide a hair : they should be perfectly clean, and kept in flannel in a wooden box. They included various shapes of scalpets. bistouries, lancets, scarifiers, saws, bone nippers, scissors, trocars and needles. They were also blunt hooks, loops, probes ( including a caustic holder ) , directors, sounds, scoops, and forceps ( for polypi etc) as well as catheters, syringes, a rectal speculum, and bougies. They were fourteen varieties of bandages. The favourite form of splint was made of thin slips of bamnoo bound together with string and cut to the lenght required. Wise says that he has frequently used this admirable splint, particularly for fractures of the thigh, humerus radius, and ulna, and it has been subsequently adopted in English army under the name of ” patent rattan-cane splint “
  18. แปลใจความว่าดังนี้
  19.           ” ในคัมภีร์ กุสสรุต ชี้แจง เครื่องมือผ่าตัดไว้ มากกว่า 100 ชิ้น ทำด้วยเหล็กอย่างดี มี ด้านและข้อต่อแน่นหนา เกลี้ยง เกลา มีความคม สามารถผ่าเส้นผมได้ เครื่องมือเหล่านั้น สะอาด ห่อผ้าสักหลาด เก็บไว้ในหีบไม้ มีมีดผ่าตัด มีดผ่าฝี มีดผ่า ตัดสองคม มีดเฉือนผิวหนัง เลื่อยตัดกระดูก คีมจับกระดูก กรรไกร เครื่องมือเจาะอวัยวะ เข็มเย็บแผล ขอเกี่่ยวอวัยวะ ห่วง หมุดหยั่งแผล รางนำมีด เครื่องหยั่ง ช้อนขูดแผล และปากคีบ หรือคีม หลอดสวนปัสสาวะ เครื่องฉีด เครื่องเปิด ถ่างทวาร หนัก เครื่องหยั่งเครื่องถ่างทวาร มีผ้าพันธะ ชนิดต่างๆ 14 ชนิด มีเฝือกที่ทำด้วยซี่ไม้ไผ่อย่างน่าชม ไวส์ เคยทำใช้บ่อยๆ ในการเข้าเฝือก กระดูกหัก เช่น กระดูกโคนขา กระดูกโคนแขน กระดูกแขนนอก กระดูกแขนใน และ ต่อมา กองทัพบกของ อังกฤษ ก็ได้เอาแบบอย่างไปใช้ เรียกว่า” เพเท็นท แร็ทแทน-เคน สพลินท “
  20. ( จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิทเทศสุขกิจ พิมพ์ ครั้งที่สอง พ.ศ. 2516 หน้า 48-54 )
  21. การแพทย์สมัยโบราณของประเทศอินเดียและจีน โดย นายแพทย์สุด แสงวิเชียร
  22.            หนังสือว่าด้วยประวัติการแพทย์ ซึ่งเขียนโดย วอล์เคอร์ (Kenneth Walker, ค.ศ. ๑๙๕๙) กล่าวว่า ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์โบราณของอินเดียมีน้อยมาก จารึกเป็นภาษาสันสกฤตที่เกี่ยวข้องกับวิชาการแพทย์มีเพียง ๒  คัมภีร์ คือ ฤคเวท (Rig Veda)  ก่อนคริสต์ศักราช ๑,๕๐๐ ปี หรือประมาณ ๓,๔๗๑ ปีมาแล้ว ไม่ห่างกับสมัยหินใหม่ของประเทศไทย เป็นคำสอนในศาสนาฮินดู (Hindu bible) กล่าวถึงการเคลื่อนเข้าสู่ประเทศอินเดียและการตั้งรกรากของพวกอารยัน (Aryan)
  23.           อีกคัมภีร์หนึ่งคือ อายุรเวท (Ayur Veda) ราว ๗๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือประมาณ ๒,๔๗๗ ปีมาแล้ว เข้าสมัย
  24. พุทธกาล หนังสือฉบับเดียวกันกล่าวว่า อินเดียโบราณมีชื่อเสียงทางศัลยกรรมมาก แต่วิชาที่เป็นรากฐานของวิชาศัลยกรรมที่แพทย์อินเดียโบราณให้ความสนใจน้อย คือวิชากายวิภาคศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาร่างกายของมนุษย์ เป็นลักษณะแบบเดียวกับการแพทย์แผนโบราณของจีนและของไทยด้วย สาเหตุอาจเนื่องจากไม่นิยมชำแหละศพคนตาย การไม่นิยมการชำแหละศพ อาจเนื่องมาจากเป็นดินแดนที่มีอากาศร้อน ศพเน่าในเวลาอันรวดเร็ว ไม่น่าจะเกี่ยวกับความเชื่อในศาสนาฮินดู เว้นแต่ในจีนที่เชื่อตามลัทธิขงจื้อ ศัลยแพทย์ในวิชาการตกแต่งปัจจุบันยังคงกล่าวถึงวิธีการตกแต่งจมูก (rhinoplasty) ของศัลยแพทย์อินเดียโบราณอยู่คือ วิธีที่นำเอาหนังจากหน้าผากลงมาตกแต่งบริเวณจมูกที่เกิดเป็นแผลใหญ่ๆ ขึ้น เช่น แผลที่เกิดจากการตัดจมูกภรรยาที่ไม่ซื่อต่อสามี  สามีอาจทำโทษให้เสียโฉมได้  และศัลยแพทย์อินเดียก็จะเป็นฝ่ายตกแต่งให้ใหม่ ทำให้นึกถึงนิทานเรื่อง สังข์ทอง ตอนหาเนื้อหาปลา ก็มีการตัดจมูก ตัดใบหู ๖ เขย เนื่องจากไม่สามารถหาปลาหรือเนื้อมาได้ตามบัญชาของท้าวสามล การแก้เผ็ดของเจ้าเงาะเป็นที่รู้และเป็นละครสนุกในหมู่คนไทย  เป็นเรื่องแสดงการเกี่ยวเนื่องระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดียได้ดีประการหนึ่ง ศัลยแพทย์ชาวอินเดียที่ชื่อสุสรุตะ (Susruta)ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๔๓ (ใกล้กับสมัยทวารวดีของไทย) ได้กล่าวถึงเครื่องมือผ่าตัดเกือบร้อยรายการ ที่ใช้โดยท่านผู้นี้และผู้ร่วมคณะ กล่าวถึงการผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง (Caesarian section)โดยแพทย์อินเดียโบราณ ซึ่งทำเช่นเดียวกับการผ่าตัดเอานิ่วออกจากกระเพาะปัสสาวะ
  25.           ในคัมภีร์อายุรเวท มีเรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์มาก ได้มีการกล่าวถึงระบบหัวใจและหลอดเลือดจนทำให้ วอล์เคอร์ เชื่อว่า การแพทย์ของชาวฮินดูสมัยนั้น รู้เรื่องการไหลเวียนของเลือดก่อนการพบของฮาร์วีย์ (William Harvey , ค.ศ. ๑๕๗๘-๑๖๕๗  ประมาณสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) คัมภีร์ฉบับเดียวกันได้จารึกถึงข้อสังเกตที่ว่า กาฬโรค (plaque) มักจะปรากฏเมื่อ มีหนูตายเป็นจำนวนมากในบริเวณนั้น และมีบันทึกว่าโรคไข้จับสั่น (malaria) เกิดเนื่องจากยุง ซึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันพึ่งรู้ เมื่อศัลยแพทย์ในกองทัพฝรั่งเศส ที่ตั้งอยู่ในประเทศแอลจีเรีย ได้เขียนบันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ (ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)ในคัมภีร์อายุรเวทได้อธิบายถึงอาการของวัณโรคปอด ว่ามีไอเรื้อรัง มีไข้ และไอเป็นเลือด ในคัมภีร์ มีพืชที่ใช้เป็นยา(medicinal plants) มากกว่า ๗๐๐ รายการ และมีข้อความกล่าวถึง การทำยาขี้ผึ้ง ยาใช้ในการสูดดมและทำให้จาม แพทย์ที่ปฏิบัติวิชาการนี้ในสมัยของคัมภีร์อายุรเวทไม่ใช่พวกพราหมณ์ แต่เป็นบุคคลในวรรณะแพศย์ (Vaisyacaste) เพราะถือตามกฎของพระมนูว่า ผู้ที่ปฏิบัติดังกล่าว เป็นผู้ที่ไม่สะอาดและไม่อนุญาตให้เข้าไปร่วมในการทำบุญผู้ตาย  นอกจากคัมภีร์อายุรเวทแล้ว ยังมีคัมภีร์อื่นๆ อีก แต่ถือว่าคัมภีร์อายุรเวทเป็นความรู้ที่แพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองของอินเดีย คือ  จรกะ (Charaka) และสุสรุตะ ได้รับถ่ายทอดมาจากพระฤาษี ธันวันตาริ  (Dhanwantari) โดยตรง หรือถ่ายทอดมาจากฤาษี หรืออาจารย์บางองค์
  26.           ทางฝ่ายไทย ตามบทความของแพทย์หญิง ปทุมทิพย์  สาครวาสี  (พ.ศ. ๒๕๑๒) กล่าวว่า รู้จักแพทย์ที่เป็นชั้นแนวหน้า มากกว่าที่กล่าวแล้วในหนังสือเล่มที่แต่งโดยวอล์เคอร์ คือได้กล่าว ถึงสำนักทิศาปาโมกข์  แห่งเมืองตักกสิลา ในแคว้นคันธาระ ปัจจุบันอยู่ในตอนเหนือของแคว้นปัญจาบ  ประเทศปากีสถาน มีชื่อเสียงในทางศิลปวิทยา  รวมทั้งวิชาการแพทย์ด้วยเป็นเมืองที่ชีวกโกมารภัจจ์ได้ไปเล่าเรียนในสมัยพุทธกาล ในบทความดังกล่าวได้กล่าวถึงผู้ก่อตั้งตำรายาไทยคือ ท่านมหาเถรตำแยและท่านโรคามฤคินทร์ว่า  ตั้งโดยอาศัยอาการของโรคและวิธีรักษาโรค แพทย์ที่สำเร็จเป็น แพทย์ชั้นแนวหน้าในสมัยนั้น คือ

       ๑. อาจารย์อทริยะ แห่งเมืองตักกสิลา แคว้นคันธาระ เป็นอาจารย์ของท่านชีวกโกมารภัจจ์

       ๒. ท่านชีวกโกมารภัจจ์ ก่อนพุทธกาล ๒๔ ปี

     *๓. พระอาจารย์สุสรุตะ แห่งกรุงพาราณสี แคว้นกาสีก่อนพุทธกาล ๒๔ ปี

       ๔. พระฤาษีภาสทวาระ

     *๕. พระฤาษีธันวันตาริ

     *๖. หมอจรกะ แห่งปรางค์ปุระ แคว้นแคชเมียร์ประมาณ พ.ศ. ๖๖๓-๖๙๓

 (*กล่าวถึงในหนังสือของ วอล์เคอร์)

2 thoughts on “ยอดคุณหมอ จริงๆ

  1. ทิพยพร

    เชิญเช่าบูชารูปหล่อ บรมครูแพทย์ หมอชีวกโกมารภัจจ์ นายแพทย์ประจำพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว และเหรียญสำหรับห้อยคอ
    ผ่านพิธีการทั้งพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์

    ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.nuboos.com/teacher1.html

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s